ความหมายของการถ่ายทอดองค์ความรู้ หรือ Knowledge Transfer : KT

Knowledge Transfer คือขั้นตอนหนึ่งของ knowledge management เป็นการเรียกกระบวนการแบ่งปันความรู้ถูกถ่ายทอดจากคนหนึ่ง ไปยังอีกคน กลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่ม หรือจะเป็นจากองค์กรหนึ่งไปยังอีกองค์กร กล่าวคือเป็นการถ่ายทอดความรู้จากผู้รู้ไปยังผู้ที่ต้องการความรู้ หรือการได้มาซึ่งความรู้ของผู้ที่ต้องการความรู้ Knowledge Transfer เป็นเหมือนการพิสูจน์อย่างหนึ่งการของการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร ที่ร่วมกันถ่ายทอดความรู้ของสมาชิก ในทุกๆ ระดับ ซึ่งในแต่ละระดับจะมีความรู้ ความสามารถ หรือข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป แต่ในทุกๆ ระดับต่างก็มีความสำคัญมากๆ สำหรับการพัฒนาองค์กร ซึ่งการถ่ายทอดความรู้จะทำให้ผู้ปฏิบัติยอมรับในการทำงานร่วมกันอย่างไม่มีข้อแม้ หรือเก็บความรู้เอาไว้แต่เพียงผู้เดียว ส่งผลให้องค์กรสามารถที่จะพัฒนาได้มากขึ้น กว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำ ซึ่งปัจจัยในการเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้นั้นนอกจากระบบสารสนเทศที่มาอำนวยความสะดวกแล้ว องค์กรเองจะต้องมีการกำหนด preconditions หรือ เงื่อนไขต้องมีมาก่อน ซึ่งเงื่อนไขนี้จะมีประโยชน์ต่อองค์กรดังนี้ Preconditions ที่ช่วยส่งเสริม Knowledge Transfer พฤติกรรมการบริหารที่เอื้อต่อการแบ่งปันความรู้ในหมู่สมาชิกองค์กร หมายความว่าองค์กรจะต้องมีความจริงจังต่ออกระบวนการ Knowledge Transfer เช่น การสร้างค่านิยมจากรุ่นสู่รุ่น การสนับสนุนต่างๆ และดูแลให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอ บอกถึงข้อดีและประโยชน์ของ Knowledge Transfer เพื่อให้บุคลากรเกิดความตระหนัก ที่สำคัญคือ ตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน ผู้บริหารระดับสูงขององค์กร จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูกน้อง ต้องมีหาเวลาที่จะเดินเข้าไปหาลูกน้องเพื่อสอบถามความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้กัน […]

Read More »

ความหมาย Knowledge Management : KM หรือ การจัดการความรู้

Knowledge Management เป็นการรวบรวม จัดเรียง หรือสร้างองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ทั้งในตัวบุคคลและเอกสาร เพื่อให้คนภายในองค์กรสามารถที่จะเข้าถึงความรู้ หรือข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ได้ แล้วนำมาพัฒนาตัวเองและนำไปใช้เพื่อพัฒนาองค์กรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด Knowledge ในกรณีนี้ สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ Tacit Knowledge คือความรู้ที่มีอยู่ในตัวของบุคคล เช่น ประสบการณ์ พรสวรรค์ สัญชาตญาณหรือไหวพริบของแต่ละคนในการที่จะทำความเข้าใจกับงานหรือข้อมูลต่างๆ ซึ่งความรู้พวกนี้ไม่สามารถที่จะถ่ายทอดผ่านตัวอักษรออกมาได้ง่ายๆ จึงสามารถเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความรู้แบบนามธรรม Explicit Knowledge เป็นความรู้ที่ได้มาจากทฤษฏี คำนิยาม หรือคู่มือต่างๆ ที่ใครๆ ก็สามารถที่จะเข้าถึง หรือเรียนรู้ได้ สามารถที่จะถ่ายทอดผ่านวิธีการต่างๆได้ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความรู้แบบรูปธรรม Knowledge Management ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ในหลายๆองค์กรมักจะมีปัญหาต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น แต่เมื่อไรที่องค์กรมีการจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management ปัญหาต่างๆเหล่านี้ก็จะหมดไป เมื่อไรที่องค์กรมีการลาออกของบุคลากรหรือการเกษียณของบุคลากร งานของตำแหน่งนั้นๆ มักจะมีปัญหา เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถที่จะจัดการ หรือไม่สามารถที่จะหาผู้ที่เชี่ยวชาญด้านนั้นได้ บุคลากรบางคนมีความรู้มาก แต่คนอื่นๆ กลับไม่ให้ความสนใจที่จะเรียนรู้ […]

Read More »

ส่วนประกอบสำคัญของ Innovation และประเภทต่างๆ

Innovation หรือนวัตกรรม หมายถึงแนวคิดใหม่หรือการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้ในการทำงานให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยInnovation สามารถแบ่งลักษณะออกได้ดังนี้ Radical Innovation (นวัตกรรมใหม่แบบสิ้นเชิง) หมายถึงการนำสิ่งใหม่เข้าสู่สังคมโลก เป็นเหมือนการเปลี่ยนค่านิยม หรือความเชื่อเดิมๆ ไปโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างนวัตกรรมใหม่อย่างสิ้นเชิง ที่เกิดขึ้นในโลก เช่น ระบบอินเตอร์เน็ต ถือว่าเป็นนวัตกรรมหนึ่ง ที่ทำลายค่านิยมแบบเดิมๆ ในการจำกัดข้อมูลข่าวสาร ซึ่งนวัตกรรมของอินเตอร์เน็ตนี้ช่วยทำลายค่านิยมเดิมๆไป อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบันว่าการจะเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารแต่ละอย่าง จะไม่ถูกจำกัดเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว เราสามารถที่จะเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว ทั้งสะดวก ประหยัดเวลา และทันใจ แถมยังมีความหลากหลายของข้อมูลอีกด้วย นวัตกรรมแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นการค้นพบสิ่งใหม่ๆ โดยการใช้ความรู้หรือแนวคิดใหม่ๆ ที่มีการคิดค้นอย่างต่อเนื่องไม่มีสิ้นสุดจึงเป็นในลักษณะของการสะสมการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ซึ่งนวัตกรรมลักษณะนี้จะพบได้ทั่วไปมากกว่านวัตกรรมใหม่แบบสิ้นเชิง ส่วนประกอบของ Innovation นวัตกรรมเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้เรื่อยๆ ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความต้องการหรือความปรารถนาใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นนักวิชาการ ผู้บริการ พนักงาน หรือแม้แต่คนทั่วๆไป จะมีการคิดและทำสิ่งใหม่ๆขึ้นอยู่ตลอด บางครั้งก็ทำไปโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว ซึ่งองค์ประกอบหลักของการจะนำมาสู่นวัตกรรมมีดังนี้ Problem เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ก็จะมีการแก้ไข หรือจัดการด้วยวิธีต่างๆ อาจจะแก้ด้วยวิธีการเก่าๆ หรือบางครั้งก็มีการสร้างวิธีการใหม่ๆ ขึ้นมาแก้ปัญหา จนทำให้เกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา Improvement […]

Read More »

P-P Chain ปฏิกิริยาห่วงโซโปรตอน-โปรตอน

หนึ่งในปฏิกิริยาฟิวชั่นที่น่าสนใจคือห่วงโซปฏิกิริยาโปรตอน-โปรตอน นั่นเอง ห่วงโซ่ปฏิกิริยาโปรตอน-โปรตอนจัดเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ดาวกฤษ์ที่มีขนาดเท่ากับหรือเล็กกว่าดวงอาทิตย์ ซึ่งปฏิกิริยาฟิวชั่นที่เกิดขึ้นจะคายพลังงานออกมาสู่สภาพแวดล้อม ปฏิกิริยาห่วงโซโปรตอน-โปรตอน หรือ P-P Chain เป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ประเภทฟิวชั่น คือเป็นปฏิกิริยาที่เกิดการรวมตัวกันของอะตอมที่มีขนาดเล็กหรือน้ำหนักเบา แล้วออกมาเป็นอะตอมของธาตุขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมากขึ้น โดยที่ผลรวมของเลขอะตอมก่อนและหลังการเกิดปฏิกิริยานั้นมีค่าเท่ากันเสมอ แต่ปฏิกิริยาห่วงโซโปรตอน-โปรตอนเป็นการกล่าวถึงปฏิกิริยาฟิวชั่นของอะตอมไฮโดรเจนสองตัวที่มาเกิดการฟิวชั่นกัน ได้เป็นฮีเลียมอะตอมออกมาเพียงสมการเดียวเท่านั้น  โดยรูปแบบของสมการคือ 21H +21H à32He +10n+3.3 Mev จากสมการด้านบนเป็นสมการปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นของไฮโดรเจนอะตอม 2 อะตอม ที่ชนกันเกิดเป็นฮีเลียมอะตอม แต่ฮีเลียมอะตอมที่เกิดขึ้นมานั้นไม่เสถียรเนื่องจากมีจำนวนนิวตรอนน้อยกว่าปกติ (ปกติฮีเลียมที่เสถียรจะมีนิวตรอนเท่ากับสี่) เนื่องจากสภาพที่ไม่เสถียรของอะตอมฮีเลียมจึงทำให้ปฏิกิริยานี้เกิดการคายพลังงานออกมา ซึ่งปฏิกิริยาห่วงโซโปรตอน-โปรตอนนี้เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นที่ดวงอาทิตย์เนื่องจากดวงอาทิตย์นั้นปกคลุมได้ด้วยกลุ่มแก๊สไฮโดรเจน  และการที่มีจำนวนแก๊สไฮโดรเจนจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อแก๊สได้รับแรงโน้มถ่วงอันมหาศาลจากดวงอาทิตย์  จึงทำให้แก๊สเกิดการวิ่งชนกันและแรงดังกล่าวก็มีค่ามากเพียงพอที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาห่วงโซโปรตอน-โปรตอนได้ และจากสมการข้างต้นเราจะพบว่าเมื่อเกิดปฏิกิริยาแล้วจะมีการคายพลังงานออกมา  พลังงานนี้เองที่เป็นแหล่งพลังงานหลักของดวงอาทิตย์ ที่ใช้ให้การปล่อยพลังงานมาสู่โลกและดาวในระบบสุริยะจักวาล ปฏิกิริยาห่วงโซโปรตอน-โปรตอน ได้นำเสนอโอย อาร์เธอร์ สแตนลีย์เอ็ดดิงตัน ในปี ค.ศ.1939 ว่าเป็นปฏิกิริยาที่ดวงอาทิตย์ใช้ในการเผาผลาญตัวเอง และในปีค.ศ.1939 เฮนส์ เบ็สท์ ทำการทดลองและนำอธิบายปฏิกิริยาห่วงโซโปรตอน-โปรตอนว่าโปรตอนในปฏิกิริยานั้นหนึ่งตัวจะเกิดการสลายตัวไปเป็นนิวตรอน   ซึ่งโปรตอนตัวนี้จะเกิดการฟิวชั่นทำให้ได้ดิวเทอเรียมขึ้นมา จากการนำเสนอครั้งนี้ทำให้เฮนส์ เบ็สท์ ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาฟิสิกข์ และจากสิ่งต่างๆ ที่ได้อธิบายไปทั้งหมดนี้ก็น่าจะทำให้หลายๆ คนเข้าใจในเรื่องของ ปฏิกิริยาห่วงโซโปรตอน-โปรตอน หรือ […]

Read More »

ความสำคัญของโปรตอน

โปรตอนเป็นอนุภาคมูลฐานหรือพื้นฐานของอะตอมทุกชนิดบนโลกนี้ โดยโปรตอนจะอยู่รวมกับนิวตรอนที่บริเวณนิวเคลียสของอะตอมเรียกว่า “นิวคลีออน”  และนิวคลีออนนี้จะตั้งอยู่บริเวณตรงกลางของอะตอม โดยมีอิเล็กตรอนเคลื่อนที่อยู่รอบนิวคลีออนเราเรียกโครงสร้างนี้ว่าอะตอมนั่นเอง จำนวนโปรตอนที่มีอยู่ในอะตอมจะมีจำนวนเท่ากับอิเล็กตรอนในโมเลกุลที่เสถียร โปรตอนมีความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะโปรตอนเป็นสารที่ทำการยึดเหนี่ยวอิเล็กตรอนไว้ด้วยประจุไฟฟ้า เนื่องจากโปรตอนมีประจุไฟฟ้าที่เป็นบวกรวมตัวกับนิวตรอนที่มีประจุไฟฟ้าที่เป็นกลาง โปรตอนจึงมีหน้าที่เป็นตัวทำประจุให้แก่นิวคลีออนนั่นเอง และเป็นตัวสร้างแรงจับหรือยึดเหนี่ยวอิเล็กตรอนที่มีประจุเป็นลบไว้เกิดเป็นอะตอมขึ้นมา นอกจากจะเป็นตัวยึดเหนี่ยวอิเล็กตรอนแล้วโปรตอนยังเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติทางไฟฟ้าให้แก่อะตอมด้วย โดยถ้าจำนวนโปรตอนในอะตอมมากกว่าจำนวนอิเล็กตรอนอะตอมจะมีค่าประจุไฟฟ้าเป็นบวก แต่ถ้ามีจำนวนโปรตอนน้อยกว่าจำนวนอิเล็กตรอนจะมีค่าประจุไฟฟ้าเป็นลบ นอกจากจะเป็นตัวระบุคุณสมบัติทางไฟฟ้าแล้วยังเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติทางเคมีอีกด้วยคือ สำหรับสสารที่มีจำนวนโปรตอนมากกว่าจำนวนอิเล็กตรอนแสดงว่าสสารนั้นมีคุณสมบัติเป็นกรด คือเป็นสสารที่พร้อมจ่ายโปรตอน แต่สำหรับสสารที่มีจำนวนโปรตอนน้อยกว่าอิเล็กตรอนแสดงว่าสสารนั้นมีคุณสมบัติเป็นเบส คือเป็นสสารที่ต้องการโปรตอนนั่นเอง นอกจากนี้จำนวนโปรตอนยังใช้เป็นตัวหาชนิดของธาตุได้ เพราะว่าจำนวนโปรตอนมีค่าเท่ากับเลขอะตอมและจำนวนโปรตอนรวมกับจำนวนนิวตรอนมีค่าเท่ากับมวลอะตอม และค่าเลขอะตอมและมวลอะตอมเป็นค่าเฉพาะตัวของแต่ละธาตุ ดังนั้นเมื่อเราทราบจำนวนโปรตอนของธาตุโดยที่ไม่รู้ชนิดของธาตุเราจะสามารถระบุชนิดของธาตุได้ เช่น เราทราบธาตุ X มีจำนวนโปรตอนเท่ากับ 12 และมีเลขอะตอมเท่ากับ 23 แสดงว่าธาตุนั้นคือ Mg แมกนีเซียมนั่นเอง นอกจากนั้นเรายังใช้โปรตอนในการสร้างพลังงานอีกด้วย จากการทำปฏิกิริยาฟิชชั่นและฟิวชั่นของอะตอมเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโปรตอนในอะตอมเมื่อการเปลี่ยนแปลงของโปรตอน ในบางปฏิกิริยานั้นก็จะเกิดการปล่อยพลังงานออกมา จะเห็นว่าโปรตอนเป็นส่วนที่เล็กที่สุดของอะตอม แต่ทว่าส่วนที่เล็กที่สุดนี้เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดเช่นเดียวกัน เพราะโปรตอนเพียงชนิดเดียวสามารถทำให้เราทราบถึงคุณสมบัติต่างของธาตุและอะตอมได้ทั้งหมดเรียกได้ว่าถึงจะเล็กแต่เล็กพริกขี้หนูขนานแท้ และด้วยความสำคัญต่างๆ ที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้เหล่าบรรดานักวิทยาศาสตร์เองต่างก็ให้ความสนใจในตัวของอนุภาคโปรตอนเป็นอย่างมาก เราจึงมักจะได้ยินคำนี้อยู่บ่อยๆ ในเชิงวิทยาศาสตร์และมันก็เป็นสิ่งที่สร้างความสำคัญให้กับโลกใบนี้ได้อย่างมากมายเลยทีเดียวสำหรับโปรตอน

Read More »

โครงสร้างของอะตอม

โครงสร้างของอะตอมจะมีนิวเคลียสอยู่ตรงกลางโดยนิวเคลียสจะประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน  โดยนิวเคลียสจะมีประจุเป็นบวก และมีอิเล็กตรอนเคลื่อนที่อยู่รอบๆนิวเคลียสโดยการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนจะมีการเคลื่อนในหลายระดับพลังงานและ อิเล็กตรอนยังเคลื่อนที่สลับไปสลับมาระหว่างระดับพลังงานได้ด้วย อย่างไรก็ตามได้มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนให้ข้อมูลโครงสร้างของอะตอมเอาไว้ ดังนี้ แบบจำลองของจอห์น ดอลตัน จอห์น ดอลตันเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เสนอทฤษฏีของอะตอมโดยการทดลองได้ข้อสรุปที่ว่า สารทุกชนิดประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กที่สุด เรียกว่า อะตอม อะตอมนี้เป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดและไม่สามารถแบ่งแยกได้อีก อะตอมของธาตุชนิดเดียวกันจะมีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการ ธาตุสามารถรวมตัวกันตั่งแต่สองตัวขึ้นไป การรวมตัวของธาตุเกิดเป็นสารประกอบ โดยอัตราการรวมตัวกันจะเป็นอัตราส่วนที่เป็นตัวเลขอย่างง่าย แบบจำลองของทอมสัน ทอมสันเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลองและค้นพบอิเล็กตรอนเป็นคนแรก และเป็นได้บอกว่าอะตอมมีลักษณะเป็นทรงกลม จากการที่ทอมสันค้นพบอิเล็กตรอนว่าเป็นส่วนประกอบของอะตอม จึงกล่าวว่าอะตอมไม่ใช่อนุภาคที่เล็กที่สุดแต่ อะตอมยังมีอนุภาคมูลฐานคือ อิเล็กตรอน โปรตอนและอนุภาคอื่นๆอีกด้วย อนุภาคของอิเล็กตรอนและโปรตอนจะกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอภายในอะตอม และในอะตอมที่เป็นกลางจะมีอิเล็กตรอนที่มีค่าประจุไฟฟ้าเป็นลบ เท่ากับจำนวนโปรตอนที่มีค่าประจุไฟฟ้าเป็นบวก แบบจำลองอะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ด รัทเทอร์ฟอร์ดได้กล่าวว่า อะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสที่มีโปรตอนที่ค่าประจุบวกอยู่ตรงกลางของนิวเคลียส ทำให้นิวเคลียสมีประจุเป็นบวก และมีอิเล็กตรอนซึ่งมีค่าประจุเป็นลบเคลื่อนที่อยู่รอบรอบนิวเคลียส แต่จากการทดลองพบว่าน้ำหนักของนิวเคลียสที่ได้นั้นมากกว่าน้ำหนักของโปรตอนแสดงว่าในนิวเคลียสจะต้องมีอนุภาคชนิดอื่นอยู่ด้วย แต่อนุภาคชนิดนั้นจะไม่มีค่าประจุ เรียกว่ามีค่าประจุเป็นกลาง และมีมวลใกล้เคียงกับมวลของโปรตอนด้วย แบบจำลองของนิวส์โบร์ นีลส์โบร์ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเรียงของอิเล็กตรอนในอะตอม โดยศึกษาเกี่ยวกับสเปกตรัมของอะตอม ทำให้ทราบว่าภายในอะตอมมีการจัดระดับพลังงานเป็นชั้นๆ และในแต่ละชั้นก็จะมีอิเล็กตรอนอาศัยอยู่ และได้ทำการศึกษาต่อเพื่อหาดูว่าในแต่ละชั้นนั้นมีอิเล็กตรอนอาศัยอยู่กี่ตัว จากการทดลองนีลส์โบร์ได้สรุปว่า อะตอมจะมีอิเล็กตรอนเคลื่อนที่รอบๆนิวเคลียสเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นจะมีค่าพลังงานเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน โดยอิเล็กตรอนที่อยู่ใกล้นิวเคลียสมากที่สุดจะมีระดับพลังงานที่ต่ำที่สุด และอิเล็กตรอนที่อยู่ห่างจากนิวเคลียสมากขึ้นระดับพลังงานก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้สัญลักษณ์ว่า ระดับพลังงานของอิเล็กตรอนที่อยู่ใกล้นิวเคลียสมากที่สุด คือ n=1 ระดับพลังถัดไปคือ […]

Read More »

อนุภาคโปรตอน

เมื่อกล่าวถึงโปรตอน เราทุกคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี โปรตอนเป็นภาษากรีก มีความหมายว่า ตัวแรก เพราะโปรตอนเป็นองค์ประกอบตัวแรกที่ค้นพบของนิวเคลียสและเป็นองค์ประกอบมูลฐานของอะตอมอีกด้วย  โปรตอนได้รับการค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อว่า ออยเกน โกลด์ชไตน์ (Eugene  Goldstein) ในปี 1989-1920 จาการทดลองเกี่ยวกับหลอดรังสีแคโทดและแอโนด โปรตอน(Proton) คืออนุภาคมูลฐานของอะตอม คือเป็นองค์ประกอบของนิวเคลียสในอะตอมนั่นเอง โปรตอนจะรวมตัวกับนิวตรอนอยู่ตรงกลางของนิวเคลียส เรียกว่า “นิวคลีออน”  โปรตอนมีคุณสมบัติทางประไฟฟ้าเป็นบวกมีค่าประจุมูลฐานเท่ากับ +1e  มีน้ำหนักประมาณ 1.67 × 10-27 กิโลกรัมและมีขนาดของประจุ 1.6×10-19 คลูลอมบ์ จำนวนโปรตอนที่มีอยู่ในอะตอมจะมีจำนวนเท่ากับอิเล็กตรอนในโมเลกุลที่เสถียร โปรตอนมีสัญลักษณ์เป็น p หรือ p+ มีคุณสมบัติทางประจุไฟฟ้าเป็นบวก  และมีมวลน้อยกว่ามวลของนิวตรอนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ในบางครั้งเราจึงถือว่ามวลของโปรตอนและนิวตรอนนั้นเท่ากัน เนื่องจากค่าความแตกต่างของมวลนั้นน้อยมาก คือโปรตอนมีขนาด 1.0073 และ นิวตรอนมีขนาด 1.0087 เอ.เอ็ม.ยู  จนบางครั้งเราจะถือว่าโปรตอนและนิวตรอนมีขนาดเท่ากัน คือ 1 เอ.เอ็ม.ยู ( 1 มวลอะตอม) ในนิวเคลียสของอะตอมใดๆจะต้องมีโปรตอนอย่างน้อยหนึ่งตัว โปรตอนเป็นชื่อที่ถูกกำหนดให้เป็นชื่อนิวเคลียสของไฮโดรเจน เพราะไฮโดรเจนนั้นมีโปรตอนเพียงหนึ่งตัวเท่านั้น โดยนักวิทยาศาสตร์ […]

Read More »

สิ่งที่ได้จากอนุภาคโปรตอน

            เชื่อว่าหลายคนน่าจะเข้าใจในความหมายของคำว่า อนุภาคโปรตอน กันมาบ้างไม่มากก็น้อยว่ามันมีความหมายว่าอย่างไร ถึงกระนั้นก็อาจจะยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วโปรตอนมีหน้าที่หรือสามารถทำอะไรได้บ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาให้ท่าน โปรตอนเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติทางไฟฟ้าให้แก่อะตอม โดยเราสามารถระบุคุณสมบัติทางไฟฟ้าให้แก่อะตอมได้โดยดูจากค่าความแตกต่างของโปรตอนและอิเล็กตรอนในอะตอมนั้น   เพราะว่าโปรตอนมีประจุไฟฟ้าเป็นบวกและอิเล็กตรอนมีค่าประจุไฟฟ้าเป็นลบ  เมื่อเกิดความแตกต่างระหว่างโปรตอนและอิเล็กตรอนในอะตอมจะทำให้เกิดคุณสมบัติทางไฟฟ้าขึ้น  โดยถ้าโปรตอนมากว่าอิเล็กตรอน อะตอมจะมีประจุไฟฟ้าเป็นบวก  แต่ถ้าโปรตอนน้อยกว่าอิเล็กตรอนอะตอมจะมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ  เราใช้หลักการนี้ในการสร้างขั้วแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นมาโดยการทำให้สารสูญเสียโปรตอนเพื่อสร้างประจุไฟฟ้าที่เป็นลบ    นอกจากโปรตอนจะเป็นตัวบ่งบอกประจุไฟฟ้าของอะตอมแล้ว โปรตอนยังเป็นตัวสร้างความเป็นกรดและเบสให้กับสารอีกด้วย  สารที่มีจำนวนโปรตอนมากกว่าอิเล็กตรอนจะมีคุณสมบัติทางเคมีเป็นกรดคือเป็นสารที่พร้อมจ่ายโปรตอนให้กับสารตัวอื่น  แต่ถ้าจำนวนโปรตอนน้อยกว่าจำนวนอิเล็กตรอนสารตัวนั้นจะมีคุณสมบัติทางเคมีเป็นเบส คือเป็นสารที่ต้องการโปรตอนจากสารตัวอื่น  โปรตอนเป็นอนุภาคที่มีขนาดใหญ่กว่าอิเล็กตรอนมากแต่มีขนาดใกล้เคียงกับนิวตรอน  ดังนั้นเมื่อเราต้องการหาค่ามวลของอะตอมเราจะใช้มวลของโปรตอนและนิวตรอนมาคำนวณหาค่ามวลของอะตอมเท่านั้น  โดยมวลของอะตอมจะเท่ากับมวลของโปรตอนรวมกับนิวตรอน นอกจากโปรตอนจะเป็นตัวที่บ่งบอกคุณสมบัติทางเคมีและไฟฟ้าให้อะตอมแล้ว โปรตอนยังมีหน้าทียึดเหนี่ยวอิเล็กตรอนให้อยู่ในวงโคจรเพื่อรักษารูปร่างและพลังงานของอะตอมให้มีความเสถียรอีกด้วย ซึ่งความสามารถตรงนี้ถือว่าเป็นจุดเด่นที่สำคัญของอนุภาคโปรตอนในการสร้างหน้าที่ของตัวเองและสร้างความเข้าใจให้กับทุกๆ คนว่าโปรตอนมีหน้าที่ใช้ทำอะไร ซึ่งจากคุณสมบัติดังกล่าวตรงนี้ก็น่าจะเข้าใจกันได้ง่ายขึ้นและเป็นสิ่งที่สามารถหาคำตอบได้ไม่ยากในการทำสิ่งดังกล่าวนี้ อย่างไรก็ตามการศึกษาในเรื่องของโปรตอนนั้นยังเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนให้ความหลงใหลและตั้งข้อสังเกตต่างๆ เอาไว้อีกมากมายไม่แน่ว่าในอนาคตนั้นอาจจะมีนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถล่วงรู้ได้ว่าโปรตอนยังสามารถใช้ทำอะไรเพิ่มเติมได้อีก ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าแท้จริงแล้วโปรตอนยังคงมีหน้าที่อะไรแอบแฝงอยู่อีกหรือไม่หรือว่ายังมีหน้าที่อะไรที่ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครรู้อยู่อีกกันแน่ เป็นสิ่งที่น่าสนใจและยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร

Read More »

ปฏิกิริยานิวเคลียร์

ปฏิกิริยานิวเคลียร์คือปฏิกิริยาที่นิวเคลียสของอะตอมชนิดเดียวกันเกิดการชนกันเอง  หรือนิวเคลียสของอะตอมหนึ่งตัวเกิดการชนกันกับอนุภาคย่อยของอีกอะตอมหนึ่ง เมื่อเกิดการชนกันแล้วทำให้เกิดนิวเคลียสใหม่หนึ่งตัวหรือมากกว่าหนึ่งตัว โดยนิวเคลียสที่เกิดใหม่ต้องมีจำนวนโปรตอน นิวตรอนที่เปลี่ยนแปลงไปจากนิวเคลียสเดิม ปฏิกิริยานิวเคลียร์คือการที่นิวเคลียสของอะตอมชนิดเดียวกัน 2 ตัวขึ้นไปหรือเป็นปฏิกิริยาที่นิวเคลียสของอะตอมถูกชนด้วยอนุภาคย่อยจากภายนอก  แล้วทำให้เกิดนิวเคลียสใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบหรือระดับพลังงาน หรืออีกนัยหนึ่งคือนิวเคลียสที่เกิดขึ้นใหม่นี้มีการเปลี่ยนแปลงของอนุภาคภายในนิวเคลียส คือการเพิ่มหรือลดจำนวนโปรตอนและนิวตรอนนั่นเอง ปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่ทำให้เกิดนิวเคลียสใหม่ขึ้นมา แต่ในสมการของปฏิกิริยานิวเคลียร์นั้น ผลรวมของเลขอะตอมก่อนปฏิกิริยานิวเคลียร์จะต้องเท่ากับผลรวมของเลขอะตอมหลังเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์เสมอ นอกจากผลรวมของเลขอะตอมแล้ว ผลรวมของเลขมวลก่อนปฏิกิริยานิวเคลียร์ก็ต้องเท่ากับผลรวมของปฏิกิริยานิวเคลียร์ด้วยเช่นกัน  จากข้อมูลผลรวมของเลขอะตอมและเลขมวลทำให้เราทราบว่าประจุไฟฟ้าในการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์นั้นจะมีค่าคงที่เสมอ และจำนวนของนิวคลีออน ( จำนวนโปรตอนรวมกับจำนวนนิวตรอน) มีค่าคงตัวด้วยเช่นกัน ปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่พบมีมากมายหลายปฏิกิริยาด้วยกัน แต่ที่เราพูดถึงและนำมาทำการศึกษากันมาคือ ปฏิกิริยาฟิชชั่น ( Fission Process) และ ปฏิกิริยาฟิวชั่น ( Fusion Process) โดยเราสามารถอธิบายปฏิกิริยาทั้ง 2 แบบได้ดังนี้ ปฏิกิริยาฟิชชั่น ( Fission Process)  – คือ ปฏิกิริยาที่อะตอมของธาตุที่มีขนาดใหญ่เกิดการแตกตัวเป็นอะตอมของธาตุที่มีขนาดเล็ก 2 อะตอม ซึ่งในกระบวนการของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจะมีการคายพลังงานออกมาด้วย ปฏิกิริยาฟิวชั่น ( Fusion Process)  – คือปฏิกิริยาที่ตรงกันข้ามกับปฏิกิริยาฟิชชั่น นั่นคือ เป็นปฏิกิริยาที่อะตอมของธาตุที่มีขนาดเล็กหรือมีธาตุที่มีน้ำหนักเบาสองอะตอมเกิดการรวมตัวกันอะตอมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น  ปฏิกิริยาฟิวชั่นนี้จะมีการคายพลังงานหรือดูดพลังงานก็ได้ การหาว่าเป็นการดูดหรือคายพลังงานนั้น […]

Read More »

Nucleus Function

ปฏิกิริยานิวเคลียร์นั้นมีอยู่มากมายหลากหลายชนิด แต่ที่เราพูดถึงและนำศึกษากันมากคือ ปฏิกิริยาฟิชชั่น ( Fission Process) และปฏิกิริยาฟิวชั่น ( Fusion Process) ปฏิกิริยาฟิชชั่น ( Fission Process)คือปฏิกิริยาที่อะตอมขนาดใหญ่แตกตัวออกเป็นอะตอมที่มีขนาดสองอะตอมขึ้นไป และปฏิกิริยาฟิวชั่น ( Fusion Process) คือปฏิกิริยาที่อะตอมขนาดเล็กตั้งแต่สองอะตอมขึ้นไปมารวมตัวกันเป็นอะตอมขนาดใหญ่ แต่ในที่นี่เราจะขอกล่าวถึงปฏิกิริยาฟิวชั่นกัน ปฏิกิริยาฟิวชั่น คือปฏิกิริยาที่อะตอมของธาตุที่มีขนาดเล็กหรือมีน้ำหนักเบาตั้งแต่สองอะตอมขึ้นไป ทำการรวมตัวกันหรือชนกันแล้วมีการถ่ายทอดหรือสูญเสียและรับโปรตอนหรือนิวตรอน  และเกิดเป็นอะตอมที่มีขนาดใหญ่หรือหนักขึ้นกว่าเดิม และมีการคายพลังงานหรือดูดซับพลังงานในการเกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นนี้ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการเกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นนั้น นิวคลีออน (จำนวนโปรตอนรวมกับจำนวนนิวตรอนในนิวเคลียส) ของอะตอมที่เกิดใหม่อย่างน้อยหนึ่งอะตอมจะต้องมีจำนวนที่โปรตอนหรือนิวตรอนในนิวคลีออนของอะตอมตั้งต้นเสมอ  แต่จำนวน โปรตอนและนิวตรอนของทุกอะตอมก่อนเกิดปฏิกิริยาจะต้องเท่ากับจำนวนโปรตอนและนิวตรอนของทุกอะตอมรวมกันหลังเกิดปฏิกิริยาเสมอ  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเลขอะตอมและเลขมวลก่อนเกิดปฏิกิริยาต้องมีค่าเท่ากับเลขอะตอมและเลขมวลหลังเกิดปฏิกิริยานั่นเอง ตัวอย่างของการเกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นคือปฏิกิริยาที่ ก๊าชไฮโรเจน 2 ตัว เกิดการชนกันได้เป็นฮีเลียมอะตอมออกมา จากปฏิกิริยาดังกล่าวจะพบว่าเมื่อไฮโดรเจนสองตัวรวมตัวกัน แล้วเกิดเป็นฮีเลียมอะตอมขึ้น แต่ฮีเลียมอะตอมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นที่ไม่เสถียรจึงทำให้เกิดการคายพลังงานออกมา ซึ่งปฏิกิริยานี้เป็นตัวอย่างการเกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นชนิดหนึ่ง จากสมการด้านบนเราจะเห็นว่าปฏิกิริยาฟิวชั่นที่เกิดขึ้นนั้น ผลรวมของเลขอะตอมและมวลอะตอมก่อนเกิดปฏิกิริยาและหลังเกิดปฏิกิริยานั้นมีค่าเท่ากัน คือ 4 และปฏิกิริยานี้ยังคายพลังงานออกมา 3.3 MeVอีกด้วย จากการเกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นนี้ ทำให้มีการค้นพบนิวเคลียสที่มีมวลเบากว่าตัวของธาตุไฮโดรเจนเรียกว่า ไอโซโทปของไฮโรเจน โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า มาร์ก โอลิแฟนท์ ในปี […]

Read More »